สีของหลอดไฟ สีแบบไหน? เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

เคล็ดลับเลือก ‘สีของหลอดไฟ’ สีแบบไหน ? เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ
สถานการณ์ในยุคปัจจุบัน ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านกันมากขึ้น ไม่ว่าจะทำงาน พักผ่อน หรือแม้แต่กิจกรรมร่วมกับสมาชิกในบ้าน และทราบไหมครับว่า สีของหลอดไฟที่เราใช้กันภายในบ้านนั้น สามารถสร้างบรรยากาศให้กับกิจกรรมหรือไลฟ์สไตล์ของคุณได้เช่นกัน วันนี้เราจะมาแนะนำการเลือกโทนสีของหลอดไฟ เพื่อให้เลือกใช้ได้อย่างที่ต้องการกันครับ

 

สายนอน : ควรเลือกใช้หลอดไฟโทนสีเหลือง (Warm white) ในห้องนอน ให้แสงสว่างแบบอ่อนโยน ส่งความรู้สึกผ่อนคลาย
สายทำงาน : เลือกใช้หลอดไฟโทนสีขาว (Daylight) ในห้องทำงาน เพราะแสงสีขาวจะให้ความสว่างสบายตา ช่วยสร้างสมาธิในการทำงาน
สายชิลล์ : เลือกใช้หลอดไฟโทนสีธรรมชาติ (Natural white) ในห้องนั่งเล่น เพราะให้สีคล้ายแสงแดด ทำให้ห้องรู้สึกอบอุ่นน่านั่ง
สายสนุก : เลือกใช้หลอดไฟโทนสีขาวอมฟ้า (Cool white) ในห้องรับแขก เพราะแสงโทนนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศแบบสว่างสดใส เหมาะกับการรับแขก
ไม่ว่าคุณจะเลือกหลอดไฟสีไหน อย่าลืมเลือกหลอดไฟ LED ที่มี ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
เพราะมีอายุการใช้งานสูงสุดถึง 50,000 ชั่วโมง ประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 15-75% เลยทีเดียวครับ

6 เคล็ด(ไม่)ลับประหยัดพลังงานออฟฟิต

6 เคล็ด (ไม่) ลับ ประหยัดพลังงานที่ออฟฟิศได้ด้วยตัวเอง
สวัสดีวันนี้เราขอเสนอ 6 วิธี ที่เป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวที่เราสามารถทำได้ แถมยังช่วยสำนักงานประหยัดค่าใช้จ่าย รวมถึงได้ช่วยประหยัดพลังงานอย่างถูกวิธีและยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในสำนักงานของเราได้อีกด้วย

 

1. ปิดไฟทุกพักเที่ยง อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง
2. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ 25-26 องศา สามารถประหยัดค่าไฟได้ถึง 10%
3. ปิดสวิทช์ไฟทุกครั้งหลังเลิกงาน
4. ถอดปลั๊กเครื่องถ่ายเอกสาร หรือปลั๊กไฟเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในสำนักงานเมื่อเลิกใช้
5. ใช้กระดาษรีไซเคิลปริ้นเอกสารหรือใช้กระดาษให้ครบทั้ง 2 หน้า เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
6. เดินขึ้นบันได 1 – 2 ชั้น แทนการใช้ลิฟท์โดยสาร เพราะการใช้ลิฟท์แต่ละครั้งต้องเสียค่าไฟถึง 5 – 7 บาท
แน่นอนว่าการทำงานของทุกสำนักงานมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ไฟฟ้ามากมาย  ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องแต่จริง ๆแล้วเราก็สามารถประหยัดไฟได้ ตามวิธีที่แนะนำเพียงเท่านี้ก็สามารถลดค่าไฟฟ้าของสำนักงานไปได้เท่านึงเลย
หากรู้แบบนี้แล้วอย่าลืมช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในสำนักงานกันนะครับ

มารู้จักกับ 3 ชนิดของโซล่าร์เซล

ทำความรู้จักกับ 3 ชนิด ของโซลาร์เซลล์
“พลังงานหมุนเวียน” เป็นพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษและยั่งยืนกว่าในการผลิต “พลังงานแสงอาทิตย์” ก็เป็นหนึ่งในประเภทพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับความนิยมใช้ในปัจจุบัน และในอนาคตเราจะได้เห็นแผง “โซลาร์เซลล์” อยู่รอบตัวเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในรูปแบบโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่กลางที่โล่งกว้าง บนผืนน้ำ ไปจนถึงบนหลังคาบ้าน และทราบไหมครับว่า แม้แผงโซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่จะผลิตจากธาตุซิลิคอนเหมือนกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างในรายละเอียด โดยที่นิยมใช้กันแบ่งออกได้ 3 ชนิด ดังนี้

 

1.“โมโน” – แผงโซลาร์เซลล์แบบโมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Solar Cells) มีลักษณะเป็นช่องสี่เหลี่ยมตัดมุมเรียงต่อกัน ทำให้ดูเหมือนมีจุดขาว ๆ อยู่ตลอดทั้งแผง แผงโซลาร์เซลล์ชนิดนี้ผลิตจากซิลิคอนที่มีความบริสุทธิ์สูง ใช้ซิลิคอนชิ้นเดียวในการผลิตเซลล์แต่ละชิ้น ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงตามไปด้วย โดยอยู่ที่ 17-20% และมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด สามารถใช้ได้นานมากกว่า 25 ปี
 
2.“โพลี” – แผงโซลาร์เซลล์แบบโพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Solar Cells) แผงโพลีมีคุณภาพรองลงมาจากแผงโมโน ลักษณะจะเป็นตารางสี่เหลี่ยมเช่นกัน แต่บริเวณเหลี่ยมจะไม่มีการตัดมุมเหมือนแผงโมโน การผลิตแผง โพลีจะใช้ซิลิคอนอัดรวมกันเป็นแผง ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจะอยู่ที่ 15-19% มีประสิทธิภาพต่างกับแผงโมโนไม่มากนัก ข้อดีคือมีราคาถูกกว่า และลดการทิ้งขยะเศษเหลือของซิลิคอนระหว่างผลิต และมีอายุการใช้งานประมาณ 20 ปี ซึ่งไม่ต่างกับแบบโมโนมากนัก
 
3. “อมอร์ฟัส” – แผงโซลาร์เซลล์แบบอมอร์ฟัส (Amorphous Solar Cells) แผงแบบอมอร์ฟัสนั้นเป็นประเภทที่ไม่ได้ใช้ซิลิคอนผลิต แต่เป็นการใช้ Thin Film Technology เคลือบ “สาร” ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าได้ ไว้บนแผงที่ทำมาจากแก้วหรือพลาสติก หน้าตาของแผงจะมีลายเส้นตรงถี่ ๆ เรียงต่อกัน ไม่ได้เป็นตารางเหมือนอีกสองชนิดข้างต้น ข้อดีคือมีราคาถูกที่สุด และสามารถทำงานได้แม้จะอยู่ในที่แสงน้อย รวมถึงการเคลือบสารบนพลาสติกได้ ทำให้ถูกนำไปปรับใช้กับพื้นที่ที่มีความโค้งมนได้ แต่มีข้อสังเกตุในด้านประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของแผงอมอร์ฟัสจะมีไม่สูงนัก รวมทั้งอายุการใช้งานสั้นประมาณ 5 ปีเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วแผงแบบอมอร์ฟัส มักจะใช้ในอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าต่ำ เช่น เครื่องคิดเลข นาฬิกา
โซลาร์เซลล์นั้นมีประโยชน์ในด้านการใช้พลังงานทดแทนแทนพลังงานฟอสซิล เป็นการใช้พลังงานสะอาด ไม่สร้างมลพิษ ตลอดจนช่วยลดภาวะโลกร้อน อีกข้อดีคือ การติดแผ่นโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคาช่วยลดความร้อนภายในบ้านได้ แถมยังผลิตไฟฟ้าใช้เอง ช่วยลดค่าไฟลงอีกด้วย
ที่มา : positioningmag (https://bit.ly/3l3MrPq)

อยู่บ้านอย่างไรให้ประหยัดไฟฟ้า

I Stay At home.
ชีวิตในช่วงที่ต้องทำงานที่บ้าน WFH ยาวๆแบบนี้ ! อยู่บ้านอย่างไร ให้ประหยัดค่าไฟ

 

อากาศของประเทศไทยเราตอนนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าอากาศจะร้อนมาก แม้จะร้อนกาย แต่อย่าให้ค่าไฟฟ้ามาทำให้เราร้อนใจ
วันนี้เรา ขอยกตัวอย่าง 6 วิธีการลดค่าไฟในชีวิตที่ต้อง WFH กันยาวๆกับสภาวะแวดล้อมที่ลุ่มร้อนแบบนี้มาฝากกัน
1. ซักผ้าในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากไม่น้อยเกินไป
โดยซักรวมกัน ไม่เเยกกันซัก ช่วยลดจำนวนการใช้เครื่องซักผ้าต่อเดือนลง
2. ให้พัดลมช่วยทำงานร่วมกับแอร์ นอกจากทำให้เย็นสบายแล้วยังลดค่าไฟได้มากทีเดียว
3. ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้ นอกจากประหยัดไฟแล้วยังช่วยลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยด้วย
4. ปรับแอร์ให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม(ร่างกายคนเราจะค่อยๆปรับสมดุลย์อย่างอัตโนมัติ) ประมาณ 26 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป
5. ตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้า ตั้งปิดก่อนตื่นสักหนึ่งชั่วโมงจะช่วยประหยัดค่าไฟได้มากทีเดียว
6. เปิดหน้าต่างรับลมภายนอก ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกช่วยทำให้บ้านเย็นลง อากาศถ่ายเทมากขึ้น ช่วยด้านสุขภาพด้วยนะครับ
ทั้งหมดเป็นวิธีง่ายๆ ในการใช้พลังงานอย่างประหยัดในช่วงสถานะการณ์ WFH ของเรา อย่างไรก็ดี ลองปรับใช้ดูนะครับ
อย่าให้ความร้อนมาทำให้เราร้อนใจ ประหยัดไฟกันดีกว่านะ ลดค่าใช้จ่ายก็เท่ากับเพิ่มรายได้

ตรวจสอบให้ดี !!! ปลั๊กพ่วงที่ไม่พร้อมใช้งาน

ตรวจสอบให้ดี ! ปลั๊กพ่วงที่ไม่พร้อมใช้งาน อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ครับ
จากที่มีข่าวเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากปลั๊กพ่วงที่ไม่พร้อมใช้งานหรือเสื่อมสภาพ ซึ่งเราอาจไม่ทันสังเกตเห็น
วันนี้เราขอแนะนำให้ตรวจสอบปลั๊กพ่วง ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ และต้องหมั่นดูแลรักษาให้ปลอดภัยอยู่ตลอกเวลา มีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ
1. สายไฟต้องไม่มีรอยฉีกขาด บิดเบี้ยว ตัวอุปกรณ์ต้องไม่แตกหัก ร้าว
2. ไม่นำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะ เช่น เตารีด สว่าน มาใช้กับปลั๊กพ่วง และควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังใช้งาน แล้วทุกครั้ง
3.เลือกใช้ปลั๊กพ่วงที่ได้มาตรฐาน มีสัญลักษณ์เครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) 2432-2555 ซึ่งเครื่องหมาย มอก.ปลั๊กพ่วง ต้องชัดเจน
4.หมั่นตรวจสอบและทำความสะอาดปลั๊กพ่วงอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยให้เก่าชำรุดหรือมีรอยไหม้
เราควรหมั่นคอยตรวจสอบและปลูกฝังให้ความรู้กับคนในครอบครัวเกี่ยวกับการใช้งานปลั๊กพ่วงอย่างถูกวิธี และฝึกสังเกตเพื่อให้ปลั๊กพ่วงมีความพร้อมในการใช้งานและใช้ได้อย่างปลอดภัย อ่านจบแล้วเราไปเริ่มตรวจสอบปลั๊กพ่วงภายในบ้านกันได้เลยนะครับ

ข้อดีของยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

เปิดข้อดี ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ (EV) หนึ่งทางเลือกสำหรับคนยุคใหม่
โลกของพลังงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากการใช้น้ำมันก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งกระทรวงพลังงาน ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิล และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามแผนอนุรักษ์พลังงาน จึงได้ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยมอเตอร์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เรามาทำความรู้จักกับ ‘ยานยนต์ยนต์ไฟฟ้า’ กัน เพื่อจะได้เข้าใจถูกว่ารถ EV นั้นเจ๋งแค่ไหน
• ลดมลพิษในอากาศ
เพราะรถ EV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ไม่มีการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ไม่ทำให้เกิดควัน ไม่เกิดไอเสียและมลภาวะทางอากาศ ที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อน ตอบโจทย์กับคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
• ลดค่าใช้จ่ายจากการเติมน้ำมัน
เชื้อเพลิงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีราคาค่อนข้างสูงและผันผวน แต่เมื่อเทียบอัตราการใช้งานกับรถ EV นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก สำหรับรถ EV นั้นอัตราการชาร์จไฟที่ดูเหมือนจะถูกลง แต่การใช้น้ำมันกลับสูงขึ้นเรื่อย ๆ
• ลดค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง
รถ EV มีชิ้นส่วนกลไกในการขับเคลื่อนน้อยกว่ารถน้ำมันเป็นสิบเท่า ทำให้ค่าซ่อมบำรุงนั้นมีราคาที่ถูกกว่า
• ความเงียบของเครื่องยนต์
รถ EV ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่สู่มอเตอร์เพื่อทำการขับเคลื่อน โดยที่ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์สันดาป ภายในจึงไม่ก่อให้เกิดการเผาไหม้ ทำให้เสียงของการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้านั้นเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหลายเท่า
เพราะด้วยข้อดีเหล่านี้ ในหลายๆประเทศ ก็ต่างสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นในประเทศสหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ จีน เยอรมนี หรือ อังกฤษ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำที่มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพยายามที่จะผลักดันนโยบายให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นรถยนต์แห่งอนาคตที่ทั้งโลกจะหันมาใช้ และสำหรับประเทศไทยนั้นก็มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้อยู่บ้างแล้ว เช่น การติดตั้งจุดชาร์จไฟสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า มีการร่วมมือสร้างจุด swap แบตเตอรรี่สำหรับ มอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าเพื่อความรวดเร็วไม่ต้องชาร์จ การออกนโยบายและมาตรการเพื่อเอื้อให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามายิ่งขึ้น เป็นต้น

ข้อแตกต่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมัน

มาดูกัน ! ข้อแตกต่างของรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ดีงามต่างกันอย่างไร
เทคโนโลยีทางด้านพลังงานในปัจจุบัน ทำให้เกิดทางเลือกในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น ใหม่ๆ รวมทั้ง ‘ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า’ ที่คาดหวังไว้ว่าจะเป็นยานพาหนะแห่งอนาคต วันนี้เรา ขอนำเสนอข้อมูลบางส่วนระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า กับ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของรถยนต์ทั้งสองประเภทนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
รถยนต์ไฟฟ้า
• การชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้าส่วนมากจะใช้เวลาในการชาร์จประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงครึ่งวัน แล้วแต่อัตราการเติมพลังงาน โดยสามารถชาร์จจากบ้านที่มีอุปกรณ์รองรับได้ หรือชาร์จตามสถานีเติมพลังงานไฟฟ้าได้เช่นกัน ส่วนการซ่อมบำรุงนั้น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า มีชิ้นส่วนทั้งคันน้อยกว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานเชื้อเพลิงมาก ทำให้การซ่อมบำรุงมีความสะดวกและรวดเร็วกว่า ส่งผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัว ส่วนด้านการใช้งานทั่วไปนั้น การขับขี่จะมีสมรรถนะที่มีความนิ่มนวล รวมทั้งใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในการควบคุมเครื่องยนต์ ทั้งนี้ ระบบภายในยังสามารถเชื่อมต่อระบบดิจิตอลต่าง ๆ ได้ง่าย และรองรับเทคโนโลยีอัตโนมัติได้ในอนาคต และที่สำคัญ รถยนต์ไฟฟ้าไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สำหรับราคาทางการตลาดนั้น เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตคาดการณ์ว่าจะมีราคาที่ลดลงจนใกล้เคียงกับรถยนต์เชื้อเพลิง

รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
•  รถประเภทนี้ใช้พลังงานจากน้ำมัน สามารถเติมพลังงานได้ทั่วไปตามสถานีบริการน้ำมัน การดูแลบำรุงรักษาหาที่ ดูแลง่าย สามารถซ่อมได้ที่อู่รถยนต์ทั่วไป ส่วนการใช้งานทั่วไปของรถประเภทนี้ อาจมีการกระชากจากการเร่งเครื่อง เปลี่ยนเกียร์บ้าง เนื่องจากเทคโนโลยีบางส่วนอาจยังไม่ได้พัฒนาซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ผลิต สำหรับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากการปล่อยควันเสีย หรืออาจจะมีเสียงรบกวนในแวดล้อมรอบข้าง หากเป็นรถยนต์รุ่นเก่าหรือได้รับการดูแลที่ไม่ถูกต้อง รถยนต์ประเภทนี้มีราคาเริ่มต้นประมาณ 300,000 บาท
จากการเปรียบเทียบระหว่างรถยนต์ทั้งสองรูปแบบ จะมองเห็นถึงความแตกต่างที่มีอย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้เราเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม และตรงความต้องการของเราได้มากที่สุด

มาแชร์กัน 5 วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อมหาวิทยาลัยสีเขียว

มาแชร์กัน 5 วิธี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รักษ์พลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม
ใคร ๆ ก็รู้ว่าเทรนด์รักษ์โลกปีนี้มาแรง เราควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์พลังงานไปด้วยกัน วันนี้เรามี 5 วิธี ที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน
1. ซื้อของที่ตลาด ร้านค้า หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ให้ใช้ถุงผ้าใส่ของ แทนการใช้ถุงพลาสติก
2. เมื่อต้องซื้ออาหารที่ร้าน รวมถึงต้องห่อข้าวจากที่บ้านไปที่ทำงาน
เลือกใช้ปิ่นโตหรือกล่องใส่อาหารแทนการใช้กล่องโฟม
3. ปั่นจักรยานหรือเดิน แทนการนั่งรถในระยะทางใกล้ ๆ จะช่วยประหยัดพลังงานได้
4. เปลี่ยนจากการใช้แก้วพลาสติกเป็นแก้วน้ำส่วนตัว พกไว้ใช้ใส่ชา กาแฟหรือน้ำดื่มแทนครับ
5. ลดการใช้เครื่องปรับอากาศในบ้าน ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น รับลมและใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ
เพียงเท่านี้ 5 วิธีง่ายๆที่ทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน